นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 3 (พ.ศ. 2545 – 2553)

นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 3 ใช้รหัสตัวถังว่า K12 ปรับปรุงขึ้นบนเบื้องต้นของต้นแบบ B-Platform เปิดตัวใน พุทธศักราช 2544 เริ่มการสร้างกันอย่างเอาจริงเอาจังใน พุทธศักราช 2545 ตัวถังใหม่มีความงอมนมากเพิ่มขึ้น สูงมากขึ้น แล้วก็กว้างขึ้น ซึ่งสือมวลชน รวมทั้งสถาบันการออกแบบชั้นแนวหน้าหลายที่ ก็ต่างออกมาสารภาพว่างานชิ้นนี้มีดีไซน์ไม่เหมือนกัน มองเป็นเอกลักษณ์ ด้วยการเน้นการเพิ่มพื้นที่ในห้องโดยสาร การใช้ไฟหน้าทรงแบบดวงตาการ์ตูนบักส์ บันนี ทรงรถยนต์แบบทางลมช่วยลดแรงโต้ลมระหว่างการวิ่ง (ค่า Cd.=0.32) เสาหลังคาข้างหลังถูกลดความยาวลงเพื่อลดจุดบอดของสายตาขณะถอยหยุด แล้วก็มากับเทคโนโลยีใหม่หมายถึงKeyless Ignition เป็นจะมีรีโมทกุญแจไว้ให้ผู้ครอบครองรถยนต์ เมื่อผู้ครอบครองรถยนต์พกรีโมทกุญแจเข้ามาในรถยนต์ จะสามารถกดปุ่มสตาร์ทรถยนต์ได้ในทันทีโดยไม่จำเป็นที่จะต้องใช้กุญแจ (เสมือน โตโยต้า ยาริส ในตอนนี้)

jumbo jili
เครื่องยนต์กลไกแปรไปใช้เครื่องจักรแบบ CR โดยใช้เครื่องจักรกล CR10DE เป็นรุ่นมาตรฐาน เกียร์ปกติถูกยกเลิกไปในแทบทุกรุ่น นอกจากรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์กลไกชนิด CR12DE จะยังผลิตเกียร์ปกติให้เลือกเป็นพิเศษ มีสีตัวถังให้เลือกถึง 12 สี ในตอนนั้น บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (เมืองไทย) จำกัด (ประเทศไทยมายากลการในสมัยนั้น) ได้มีการเอามาร์ชรุ่นแรกเข้ามาขายในประเทศไทยด้วย แม้กระนั้นไม่ประสบความสำเร็จอย่างสิ้นเชิง ด้วยเพราะเหตุว่ามาร์ชในประเทศไทยได้ตัดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกออกมากเกินกว่าที่ลูกค้าจะยอมรับได้ มาร์ชในประเทศญี่ปุ่นมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากยิ่งกว่า มองน่าขับมากยิ่งกว่า ในขณะโตโยต้า สตาร์เล็ต ให้อุปกรณ์อำนวยความสะดวกมาเยอะแยะกว่ารวมทั้งมองกระฉับกระเฉงกว่า เพราะว่าเป็นโมเดลศาสนาเชนจ์ที่เปิดตัวตามหลัง March 3 ปี แม้กระนั้นเมืองไทยพึ่งจะเอามาขายก็เลยหมดโอกาสปัดกวาดยอดจำหน่ายก่อน Starlet จะเข้ามา หรือแม้กระทั้งซูซูกิ คัลตัส ที่บริษัทในเครือไทยมายากลการนั้นก็คือประเทศไทยระหว่างชาติ คอร์เปอเรชั่น (ปัจจุบันนี้เป็น ซูซูกิ มอเตอร์ เมืองไทย) นำเข้ามา จะมองเห็นความต่างอย่างแจ่มแจ้ง มีอีกทั้งเข็มวัดรอบสวยงาม เบาะสวยงาม มีสปอยเลอร์ มองน่าระทึกใจมากยิ่งกว่าทั้งในตอนนั้นรถยนต์ที่ชาวไทยนิยมเยอะที่สุด เป็นรถเก๋งซีดานขนาดเล็ก ดังเช่นว่า มิตซูบิชิ แลนเซอร์, โตโยต้า โคโรลล่า, ฮอนด้า ซีวิค, นิสสัน ซันนี่ อื่นๆอีกมากมาย เนื่องจากมีความคุ้มราคาพอดีที่สุด (บรรทุกได้คนไม่ใช่น้อย ใช้ได้ทั้งที่ยังไม่ตายรถยนต์ครอบครัวรวมทั้งรถส่วนตัว และไม่สิ้นเปลืองน้ำมันเท่าไรนัก) ทั้งยังชาวไทยในยุคนั้นมีทัศนคติที่เกิดโทษต่อรถยนต์ด้านหลังกุด ด้วยเกรงว่าผู้โดยสารที่เบาะหลังจะเป็นอันตรายได้ง่ายซึ่งถ้าหากว่าถูกชนด้านหลังด้วยเหตุว่าไม่มีกระโปรงท้ายรถรอกัน ทำให้ยอดจำหน่าย นิสสัน มาร์ชในประเทศไทยมีเพียงแค่ 30 คันต่อเดือนเพียงแค่นั้น (ทั่วทั้งประเทศ) เวลาที่ซันนี่ทำยอดจำหน่าย 200 คันต่อเดือน ส่วนสตาร์เล็ตโชคชะตาก็ไม่ต่างอะไรจากมาร์ช

สล็อต
ถึงขนาดเชิญชวนสื่อมวลชนไปเยี่ยมโรงงานและก็ให้ทดสอบขับก่อนวางขาย ทำยอดจำหน่ายเพียงแค่ 50 คันต่อเดือนแค่นั้น ต่อไปก็เลยเบาๆปลายลงไป จนถึงบริษัทนิสสันในประเทศไทยหรือประเทศไทยมายากลการจำเป็นต้องเลิกแนวทางการขายมาร์ชอย่างเป็นทางการลง ใน พุทธศักราช 2530 ก่อนจะมาเปิดตัวมาร์ชรุ่นที่ 4 อีกทีในตอนนี้ นับตั้งแต่นั้นนิสสันก็ไม่มีแผนประกอบรถยนต์เล็กวางขายในไทยอีกเลย จนตราบเท่า Toyota กับ Honda ได้เปิดตัว Soluna และก็ City เพื่ออุดช่องว่างรถยนต์เล็กราคา 3-4 แสนบาท ตอนที่ Corolla แล้วก็ Civic ราคาแตะต้อง 6 แสนบาทแล้ว บรรลุเป้าหมายอย่างมากมาย ทำให้บรรดารถยนต์เล็กจากประเทศเกาหลีที่เคยเป็นที่นิยมจำเป็นต้องม้วนเสื่อกลับไป แล้วก็นิสสันเองต้องการจะบุกตลาดรถยนต์เล็กบ้าง แม้ว่าตนเองไม่ประสบผลสำเร็จในเครือญาติ NV ซึ่งเป็นแผนการทำรถยนต์เล็กเพื่อตลาด ASEAN แต่ว่าเพราะเหตุว่าในยุคนั้นเศรษฐกิจประเทศญี่ปุ่นเริ่มประสบพบเจอปัญหา ทำให้เป็นการนำ Sunny California รวมทั้ง Wingroad มาประกอบขายในไทย ในชื่อ NV-A แม้กระนั้นเนื่องด้วยราคาผิดจริงนัก

สล็อตออนไลน์
และก็มีการเปิดเสรีรถยนต์นำเข้าแล้ว ทั้งยังชาวไทยไม่นิยมรถยนต์ Station Wagon นัก ก็เลยควรมีการปรับปรุงแก้ไขดัดแปลงเป็นรถปิคอัพหัวตั๊กแตน ในชื่อ NV Pickup (NV-B) ที่ทำยอดจำหน่ายใช้ได้ และก็ยังมีข่าวซุบซิบว่าประเทศไทยมายากลการจะปรับปรุงแก้ไขดัดแปลง NV-A เป็นรถยนต์ซีดานขนาดเล็กเพื่อชิงชัยกับคู่ปรับในยุคนั้น รวมทั้งกำหนดราคาไว้ที่ 299,000 บาท ซึ่งไม่มีผู้ใดเชื่อ เนื่องจากว่าไม่น่าเป็นได้ ต่อไปก็ไม่มีอะไรบ้างในกอไผ่ จากนั้นภาพลักษณ์ความใหญ่โตของนิสสันก็เบาๆเลือนหายไปเพราะเหตุว่าไม่มีรถยนต์เล็กอุดช่องว่าง ตราบจนกระทั่งเปลี่ยนมือไปสู่สมัยของพรเทวดา พรประภา ความนึกคิดที่จะทำรถยนต์เล็กก็ไม่เป็นตัวเป็นตนซักคราว จนกว่าตอนเปิดตัว Sunny NEO เมื่อกันยายนปี พุทธศักราช 2543 ซ้ำเติมว่ารถยนต์เล็กนั้นโตยากถึงแม้ว่าผ่านตอนวิกฤติเศรษฐกิจมาได้ไม่นานนัก แม้กระนั้นจากการโหมกระหน่ำของ Toyota Soluna Vios รวมทั้ง Honda City ทำให้ตลาดรถยนต์นั่งขยายตัวเร็วมากจนถึงทำให้นิสสันยากที่จะขยับขยายยอดจำหน่ายให้ใกล้เคียงคู่แข่งขันได้ เนื่องมาจากในยุคนั้นนิสสันมีรถยนต์นั่งเพียงแต่ Sunny NEO รวมทั้ง Cefiro ทำตลาดเพียงแค่นั้น ทำให้นิสสันไม่สามารถที่จะถือครองยอดจำหน่ายชั้น 3 รองจากอีซูซุได้อีกเลยจนกระทั่งปัจจุบันนี้ เมื่อคู่แข่งขันโกยฐานระดับล่างก็พอๆกับว่าสร้างฐานลูกค้าที่แกร่งกว่านิสสันจนถึงยากที่จะไม่ยอมรับ แม้กระนั้นในยุคนั้นภายหลังส่ง Carlos Ghosn มาบริหารตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2542 ก็ไม่มีแผนที่จะทำรถยนต์เล็กเพื่อตลาด ASEAN เนื่องจากว่าบริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่นคาดคั้นให้ประเทศไทยมายากลวิธีขายหุ้นอย่างเบ็ดเสร็จก็เลยไม่มีรถยนต์ใหม่ๆเข้ามาทำตลาด จนตราบเท่าเข้ามาบริหารเองได้ในปี พุทธศักราช 2546 จนกระทั่งเดี๋ยวนี้สำหรับเพื่อการวางแบบได้ใช้โปรแกรม CAD มาช่วยสำหรับในการสร้าง แล้วก็ดีไซน์ให้มีทรงโค้งมน กลมกลึง มองเป็นมิตรกว่ารุ่นเดิมมากมาย นอกเหนือจากนี้ยังได้แปรไปใช้เครื่องยนต์กลไกแบบ CG10DE 4ดูด DOHC 16 วาล์ว 987 ซีซี เป็นเครื่องรุ่นมาตรฐาน

jumboslot
มีระบบระเบียบเกียร์ปกติ 5 สปีด กับเกียร์อัตโนมัติ CVT และก็ได้สร้างสถิติอย่างน่ากล่าวยกย่อง โดยได้รับรางวัลรถยนต์ดีที่สุดที่ปีของประเทศญี่ปุ่น (Car of the Year Japan) รายปี 1992 และก็เป็นรถยนต์รุ่นแรกของประเทศญี่ปุ่นที่ครอบครองรางวัลรถยนต์เหมาะสมที่สุดที่ปีของยุโรป (European Car of the Year) รายปี 1993 ซึ่งในรายการทีวีซีรีส์ประเทศญี่ปุ่นเรื่อง แชมป์เชือดแชมป์ ตอน World Records ที่กระจายเสียงในประเทศไทยในตอน พุทธศักราช 2552 สำหรับการชิงชัยดริฟท์หยุดรถยนต์ ก็ใช้รถยนต์ นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 2 สำหรับในการแข่ง อย่างไรก็ดี นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 2 ยังมีความปลอดภัยไม่มากมายสักเท่าไหร่ จากการทดลองของหน่วยงานทดลองความปลอดภัยของยานยนต์ Euro NCAP ได้ประเมินว่า นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 2 มีความปลอดภัยเพียงแค่ระดับ 2 ดาว จาก 5 ดาว

slot