นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2535 – 2545)

นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 2 ใช้รหัสตัวถังว่า K11 สำหรับเพื่อการดีไซน์ได้ใช้โปรแกรม CAD มาช่วยสำหรับเพื่อการสร้าง แล้วก็วางแบบให้มีทรงโค้งมน กลมกลึง มองเป็นมิตรกว่ารุ่นเดิมมากมาย ยิ่งไปกว่านี้ยังได้แปรไปใช้เครื่องจักรแบบ CG10DE 4ดูด DOHC 16 วาล์ว 987 ซีซี เป็นเครื่องรุ่นมาตรฐาน มีระบบระเบียบเกียร์ปกติ 5 สปีด กับเกียร์อัตโนมัติ CVT รวมทั้งได้สร้างสถิติอย่างน่าชม โดยได้รับรางวัลรถยนต์เยี่ยมที่สุดที่ปีของประเทศญี่ปุ่น (Car of the Year Japan) รายปี 1992 และก็เป็นรถยนต์รุ่นแรกของประเทศญี่ปุ่นที่เอารางวัลรถยนต์ดีเยี่ยมที่สุดที่ปีของยุโรป (European Car of the Year) รายปี 1993 ซึ่งในรายการทีวีซีรีส์ประเทศญี่ปุ่นเรื่อง แชมป์เชือดแชมป์ ตอน World Records ที่ถ่ายทอดในประเทศไทยในตอน พุทธศักราช 2552 สำหรับในการแข่งดริฟท์หยุดรถยนต์ ก็ใช้รถยนต์ นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 2 สำหรับเพื่อการแข่ง

jumbo jili
อย่างไรก็ดี นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 2 ยังมีความปลอดภัยไม่มากมายสักเท่าไหร่ จากการทดลองของหน่วยงานทดลองความปลอดภัยของยานยนต์ Euro NCAP ได้ประเมินว่า นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 2 มีความปลอดภัยเพียงแค่ระดับ 2 ดาว จาก 5 ดาว นิสสัน มาร์ช รุ่นที่ 1 ใช้รหัสตัวถังว่า K10 สำหรับในการเปิดตัวได้มีการนำ Masahiko Kondou นักแข่งรถ Formula Nippon และก็เป็น Idol ที่ได้รับความนิยมของวัยรุ่นประเทศญี่ปุ่นในตอนนั้นมาเป็นพรีเซนเตอร์ ส่วนเครื่องยนต์กลไกที่ใช้ เครื่องจักรตัวแรกรวมทั้งเริ่มแรกของมาร์ช K10 เป็นเครื่องยนต์กลไกคาร์บูเรเตอร์ MA10S 4ดูด SOHC 8 วาล์ว 987 ซีซี สำหรับเพื่อการขับรถบนถนนจริง พบว่า นิสสัน มาร์ช รุ่นแรก มีอัตราการใช้น้ำมันอดออมมากมายหมายถึง21 กิโล/ลิตร และก็จากการทดลองพบว่า ถ้าเกิดขับรถด้วยความเร็วคงเดิม 60 กิโล/ชั่วโมงแล้ว จะสามารถออมน้ำมันได้ถึง 32.5 กม.ต่อลิตร ซึ่งในรูปภาพรวมนิสสัน มาร์ช รุ่นแรก บรรลุความสำเร็จอย่างยอดเยี่ยม ทั้งมีการสร้างสรรค์รุ่นพิเศษลิมิเต็ดเอดิชันออกมาอีกหลายรุ่น ก็เลยได้รับการตอบกลับอย่างยอดเยี่ยม และก็เป็นรถยนต์เล็กรุ่นแรก ที่จัดตั้ง TurboChager และก็หัวฉีดอิเล็กทรอนิกส์ ในปี 2528 รวมทั้ง Nissan March Super Turbo(รวมเทคโนโลยี่ Supercharger รวมทั้ง TurboCharger ไว้ภายในเคปรี่อง MA10ET ตัวเดียว )ในปี 2532 รวมทั้งสามารถทำยอดจำหน่ายได้ครบ 1 ล้านคันในเวลาเพียงแค่ 6 ปีภายหลังจากเริ่มผลิต และก็มียอดจำหน่าย K10 รวมทั้งสิ้นราวๆ 1.6 ล้านคัน

สล็อต
ในตอนนั้น บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (เมืองไทย) จำกัด (ไทยมายากลการในสมัยนั้น) ได้มีการเอามาร์ชรุ่นแรกเข้ามาขายในประเทศไทยด้วย แม้กระนั้นไม่ประสบความสำเร็จอย่างสิ้นเชิง ด้วยเนื่องจากว่ามาร์ชในประเทศไทยได้ตัดอุปกรณ์อำนวยความสะดวกออกมากเกินกว่าที่ลูกค้าจะยอมรับได้ มาร์ชในประเทศญี่ปุ่นมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกมากยิ่งกว่า มองน่าขับมากยิ่งกว่า ในเวลาที่โตโยต้า สตาร์เล็ต ให้อุปกรณ์อำนวยความสะดวกมามากกว่ารวมทั้งมองกระชุ่มกระชวยกว่า ด้วยเหตุว่าเป็นโมเดลศาสนาเชนจ์ที่เปิดตัวตามหลัง March 3 ปี แต่ว่าเมืองไทยเพิ่งจะเอามาขายก็เลยหมดโอกาสปัดกวาดยอดจำหน่ายก่อน Starlet จะเข้ามา หรือแม้กระทั้งซูซูกิ คัลตัส ที่บริษัทในเครือไทยมายากลการนั่นก็คือไทยระหว่างชาติ คอร์เปอเรชั่น (ปัจจุบันนี้เป็น ซูซูกิ มอเตอร์ เมืองไทย) นำเข้ามา จะมองเห็นความไม่เหมือนอย่างแจ่มแจ้ง มีทั้งยังเข็มวัดรอบสวยงาม เบาะสวยงาม มีสปอยเลอร์ มองน่าตื่นตาตื่นใจมากยิ่งกว่าทั้งยังในตอนนั้นรถยนต์ที่คนประเทศไทยนิยมสูงที่สุด เป็นรถเก๋งซีดานขนาดเล็ก ดังเช่น มิตซูบิชิ แลนเซอร์, โตโยต้า โคโรลล่า, ฮอนด้า ซีวิค, นิสสัน ซันนี่ อื่นๆอีกมากมาย เนื่องจากมีความคุ้มราคาพอดีที่สุด (บรรทุกได้คนไม่ใช่น้อย ใช้ได้ทั้งที่ยังไม่ตายรถยนต์ครอบครัวรวมทั้งรถส่วนตัว และไม่สิ้นเปลืองน้ำมันมากสักเท่าไรนัก) ทั้งยังชาวไทยในยุคนั้นมีทัศนคติที่เกิดโทษต่อรถยนต์ด้านหลังกุด ด้วยเกรงว่าผู้โดยสารที่เบาะหลังจะมีอันตรายได้ง่ายซึ่งถ้าหากว่าถูกชนด้านหลังด้วยเหตุว่าไม่มีกระโปรงท้ายรถรอกัน ทำให้ยอดจำหน่าย นิสสัน มาร์ชในประเทศไทยมีเพียงแค่ 30 คันต่อเดือนเพียงแค่นั้น (ทั้งประเทศ) ในตอนที่ซันนี่ทำยอดจำหน่าย 200 คันต่อเดือน ส่วนสตาร์เล็ตโชคชะตาก็ไม่ได้แตกต่างจากมาร์ช ถึงขนาดชวนสื่อมวลชนไปเยี่ยมโรงงานรวมทั้งให้ทดสอบขับก่อนวางขาย ทำยอดจำหน่ายเพียงแค่ 50 คันต่อเดือนเพียงแค่นั้น

สล็อตออนไลน์
ต่อไปก็เลยเบาๆปลายลงไป จนถึงบริษัทนิสสันในประเทศไทยหรือประเทศไทยมายากลการจำต้องเลิกวิธีขายมาร์ชอย่างเป็นทางการลง ใน พุทธศักราช 2530 ก่อนจะมาเปิดตัวมาร์ชรุ่นที่ 4 อีกรอบในขณะนี้ นับตั้งแต่นั้นนิสสันก็ไม่มีแผนประกอบรถยนต์เล็กวางขายในไทยอีกเลย กระทั่ง Toyota กับ Honda ได้เปิดตัว Soluna แล้วก็ City เพื่ออุดช่องว่างรถยนต์เล็กราคา 3-4 แสนบาท ขณะที่ Corolla และก็ Civic ราคาแตะต้อง 6 แสนบาทแล้ว ประสบผลสำเร็จอย่างยิ่ง ทำให้บรรดารถยนต์เล็กจากประเทศเกาหลีที่เคยเป็นที่นิยมจำเป็นต้องม้วนเสื่อกลับไป รวมทั้งนิสสันเองต้องการจะบุกตลาดรถยนต์เล็กบ้าง ถึงแม้ว่าตนเองไม่ประสบความสำเร็จในเครือญาติ NV ซึ่งเป็นโครงงานทำรถยนต์เล็กเพื่อตลาด ASEAN แต่ว่าเพราะเหตุว่าในยุคนั้นเศรษฐกิจประเทศญี่ปุ่นเริ่มพบเจอปัญหา ทำให้เป็นการนำ Sunny California และก็ Wingroad มาประกอบขายในไทย ในชื่อ NV-A แม้กระนั้นเหตุเพราะราคาผิดจริงนัก รวมทั้งมีการเปิดเสรีรถยนต์นำเข้าแล้ว ทั้งยังชาวไทยไม่นิยมรถยนต์ Station Wagon นัก ก็เลยควรมีการดัดแปลงแก้ไขเป็นรถปิคอัพหัวตั๊กแตน ในชื่อ NV Pickup (NV-B) ที่ทำยอดจำหน่ายใช้ได้ รวมทั้งยังมีกระแสข่าวลือว่าไทยมายากลการจะดัดแปลงแก้ไข NV-A เป็นรถยนต์ซีดานขนาดเล็กเพื่อชิงชัยกับคู่ปรปักษ์ในยุคนั้น รวมทั้งกำหนดราคาไว้ที่ 299,000 บาท ซึ่งไม่มีผู้ใดเชื่อ เนื่องจากว่าไม่น่าเป็นได้ ต่อจากนั้นก็ไม่มีอะไรบ้างที่อยู่ในกอไผ่ ต่อไปภาพลักษณ์ความโหฬารของนิสสันก็เบาๆเลือนหายไปด้วยเหตุว่าไม่มีรถยนต์เล็กอุดช่องว่าง จนถึงเปลี่ยนมือไปสู่สมัยของพรเทวดา พรประภา ความนึกคิดที่จะทำรถยนต์เล็กก็ไม่เป็นตัวเป็นตนซักคราว จวบจนกระทั่งตอนเปิดตัว Sunny NEO เมื่อกันยายนปี พุทธศักราช 2543 ตอกย้ำซ้ำเติมว่ารถยนต์เล็กนั้นโตยากแม้ว่าผ่านตอนวิกฤติเศรษฐกิจมาได้ไม่นานนัก

jumboslot
แม้กระนั้นจากการโหมกระหน่ำของ Toyota Soluna Vios และก็ Honda City ทำให้ตลาดรถยนต์นั่งขยายตัวเร็วมากจนกระทั่งทำให้นิสสันยากที่จะขยับขยายยอดจำหน่ายให้ใกล้เคียงคู่แข่งขันได้ ด้วยเหตุว่าในยุคนั้นนิสสันมีรถยนต์นั่งแค่เพียง Sunny NEO และก็ Cefiro ทำตลาดเพียงแค่นั้น ทำให้นิสสันไม่สามารถที่จะครองยอดจำหน่ายชั้น 3 รองจากอีซูซุได้อีกเลยจนกระทั่งตอนนี้ เมื่อคู่ปรับโกยฐานระดับล่างก็พอๆกับว่าสร้างฐานลูกค้าที่เข้มแข็งกว่านิสสันกระทั่งยากที่จะไม่ยอมรับ แต่ว่าในยุคนั้นภายหลังส่ง Carlos Ghosn มาบริหารตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2542 ก็ไม่มีแผนที่จะทำรถยนต์เล็กเพื่อตลาด ASEAN เพราะว่าบริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่นขู่เข็ญให้ไทยมายากลแนวทางการขายหุ้นอย่างเบ็ดเสร็จก็เลยไม่มีรถยนต์ใหม่ๆเข้ามาทำตลาด จนตราบเท่าเข้ามาบริหารเองได้ในปี พุทธศักราช 2546 จนกระทั่งเดี๋ยวนี้

slot