โตโยต้า คัมรี่ V (Narrow-body)V40 (พ.ศ. 2537-2541)

โฉมนี้ มีขายเฉพาะที่ญี่ปุ่นเท่านั้น มีเครื่องยนต์ 1.8 2.0 และ 2.2 ลิตร เบนซิน ไม่เป็นที่รู้จักมากนักในตลาดโลก เป็นรุ่นแรกของคัมรี่ที่ติดตั้งระบบเบรกป้องกันล้อล็อก และถุงลมนิรภัยคู่ เป็นอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับทุกรุ่นโตเกียวซึ่งเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคคันโตตอนใต้ เป็นศูนย์กลางการคมนาคมภายในประเทศและระหว่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ทั้งทางรถไฟ รถยนต์ และทางอากาศ การขนส่งมวลชนภายในโตเกียวที่สำคัญคือรถไฟและรถใต้ดินที่มีเครือข่ายกว้างใหญ่และมีระบบการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ภายในโตเกียวมีท่าอากาศยานนานาชาติฮาเนดะ (โตเกียว) ซึ่งให้บริการเที่ยวบินในประเทศเป็นส่วนใหญ่และเป็นสนามบินที่มีจำนวนผู้ใช้บริการมากที่สุดในเอเชีย ท่าอากาศยานนานาชาติหลักคือท่าอากาศยานนานาชาตินาริตะซึ่งอยู่ในจังหวัดชิบะ เกาะต่าง ๆ ในหมู่เกาะอิซุก็มีสนามบินของตนเอง เช่น ท่าอากาศยานฮาจิโจจิมะ ท่าอากาศยานมิยาเกจิมะ ท่าอากาศยานโอชิมะ และมีเที่ยวบินมายังสนามบินฮาเนดะ แต่หมู่เกาะโองาซาวาระยังไม่มีสนามบิน เพราะมีข้อโต้แย้งว่าไม่ควรสร้างสนามบินเพราะจะเป็นภัยคุกคามต่อธรรมชาติของเกาะ

เครดิตฟรี

นอกจากนี้รถไฟยังเป็นการคมนาคมหลักในโตเกียว ซึ่งมีเครือข่ายทางรถไฟในเมืองขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยบริษัทรถไฟญี่ปุ่นตะวันออกเป็นผู้ให้บริการรถไฟที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งรวมถึงรถไฟสายยามาโนเตะ ซึ่งวิ่งเป็นวงผ่านสถานีที่สำคัญของโตเกียวเช่นสถานีโตเกียวและชินจูกุ รถไฟฟ้าใต้ดินให้บริการโดยโตเกียวเมโทรและสำนักขนส่งมหานครโตเกียว (โทเอ) โตเกียวมีประชากรทั้งหมดประมาณ 12.79 ล้านคนในเดือนตุลาคม 2007 ซึ่งในจำนวนนั้น 8.65 ล้านคนอาศัยอยู่บริเวณ 23 แขวงการปกครองพิเศษในโตเกียว ในเวลากลางวันมีประชากรเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2.5 ล้านคนเนื่องจากมีประชากรจากเมืองใกล้เคียงเดินทางเข้ามาเพื่อทำงานหรือศึกษาเล่าเรียน ปรากฏการณ์นี้จะเป็นได้ชัดในแขวงชิโยดะ แขวงชูโอ และแขวงมินาโตะ ซึ่งมีประชากรมากกว่า 2 ล้านคนในเวลากลางวัน แต่น้อยกว่า 3 แสนคนในเวลากลางคืน ในปี 2005 ชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในโตเกียวมากที่สุด 5 เชื้อชาติได้แก่ จีน (123,611 คน) เกาหลี (106,697 คน) ฟิลิปปินส์ (31,077 คน) อเมริกัน (18,848 คน) และอังกฤษ (7,696 คน) โตเกียวมีมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยหลายแห่ง ซึ่งรวมทั้งมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่นและมีชื่อเสียงในระดับโลก เช่นมหาวิทยาลัยโตเกียว สถาบันเทคโนโลยีโตเกียว มหาวิทยาลัยวาเซดะ มหาวิทยาลัยนครโตเกียว มหาวิทยาลัยโชวะ มหาวิทยาลัยฮิตตสึบาชิ มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์แห่งโตเกียว มหาวิทยาลัยเคโอ เป็นต้น

สล็อต

ในแต่ละเขตมีโรงเรียนประถมศึกษาและโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับ โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายของรัฐบริหารโดยคณะกรรมการการศึกษาของมหานครโตเกียว นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนเอกชนที่เปิดสอนตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลายหลายแห่นครนาโงยะ เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในภาคชูบุ และมีประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของประเทศญี่ปุ่น ตั้งอยู่บนชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกบนเกาะฮนชู เป็นเมืองเอกของจังหวัดไอจิและเป็นหนึ่งในเมืองท่าหลักของญี่ปุ่น ซึ่งประกอบด้วย โตเกียว โอซากะ โคเบะ โยโกฮามะ ชิบะ และคิตะกีวชู นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางของเขตมหานครที่ใหญ่เป็นอันดับสามของญี่ปุ่นที่เรียกว่า เขตมหานครรชูเกียว ซึ่งมีประชากรกว่า 9.1 ล้านคนชื่อของเมืองนั้น เดิมถูกเขียนเป็นตัวคันจิในรูป 那古野 หรือ 名護屋 (ทั้งสองอ่านว่า นาโงยะ) ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่ามาจากคำว่า นาโงยากะ (なごやか) ที่แปลว่า “สงบสุข” ในขณะที่คำว่าชูเกียว (中京, ชู (กลาง) + เกียว (นครหลวง)) ก็มีความหมายถึงนาโงยะเช่นกัน ตัวอย่างที่ใช้ชื่อชูเกียว อาทิ เขตมหานครรชูเกียว เขตอุตสาหกรรมชูเกียว บริษัทกระจายภาพชูเกียว มหาวิทยาลัยชูเกียว เป็นต้น ปราสาทนาโงยะถูกสร้างขึ้นให้ตระกูลโอวาริ วงศ์สาขาของตระกูลโทกูงาวะ ใช้เป็นศูนย์กลางปกครองพื้นที่แถบนี้ โอดะ โนบูนางะ และบรรดาผู้ใต้การปกครองคือ โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ กับ โทกูงาวะ อิเอยาซุ นั้นต่างเป็นขุนพลที่มีอำนาจบารมีจากการรวบรวมแผ่นดินญี่ปุ่นเป็นปึกแผ่นและพวกเขามีฐานที่มั่นอยู่ในพื้นที่นาโงยะ ต่อมา ภายหลังจากที่อิเอยาซุได้ปราบดาตนเองขึ้นเป็นโชกุนและสถาปนารัฐบาลเอโดะ ในปี 1610 อิเอยาซุได้ย้ายฐานที่มั่นไปที่บริเวณแคว้นโอวาริ (จังหวัดไอจิในปัจจุบัน) ซึ่งห่างจากเมืองคิโยซุราวเจ็ดกิโลเมตร เพื่อเหตุผลทางยุทธศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันคือเมืองนาโงยะ

สล็อตออนไลน์

ยุคเอโดะ
ในยุคนี้ ได้มีการก่อสร้างปราสาทนาโงยะขึ้น ซึ่งวัสดุต่างๆนำมาจากปราสาทคิโยซุ ซึ่งในระหว่างการก่อสร้างนี้ พื้นที่บริเวณรอบเมืองคิโยซุเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรกว่า 60,000 คน ซึ่งภายหลังพวกเขาเหล่านี้ก็ได้ย้ายมาอยู่บริเวณรอบปราสาทนาโงยะที่สร้างขึ้นใหม่ ในช่วงเวลาเดียวกัน บริเวณใกล้กับศาลเจ้าอัตสึตะก็ถูกกำหนดให้เป็นจุดแวะพักที่เรียกว่า มิยะ (ศาล) บนถนนสายโทไกโดซึ่งเชื่อมระหว่างนครหลวงเกียวโตกับนครเอโดะ (โตเกียวในปัจจุบัน) เส้นทางสัญจรนี้ทำให้เกิดชุมชนขึ้นรอบศาลเจ้า นาโงยะกลายเป็นศูนย์กลางทางอุตสาหกรรมของภูมิภาค มีชุมชนเศรษฐกิจใหม่เกิดขึ้นมากมาย อาทิ แหล่งเครื่องปั้นดินเผาโทโกนาเมะ ทาจิมิ และเซโตะ ตลอดจนโอกาซากิที่เป็นแหล่งผลิตดินปืนภายใต้การกำกับของรัฐบาลเอโดะ อุตสาหกรรมประเภทอื่นๆก็อาทิ การทอฝ้าย และตุ๊กตายนต์ที่เรียกว่า คามากูรินิงเงียว ในสงครามแปซิฟิก นาโงยะเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ที่กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิด เนื่องจากนาโงยะเป็นหนึ่งในสามศูนย์กลางผลิตอากาศยานที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นในเวลานั้น ประชากรของนาโงยะในช่วงนี้ประมาณการอยู่ที่ราว 1.5 ล้านคน และ 25% ของประชากรเป็นคนงานสายอาชีพผลิตอากาศยาน ราว 40-50% ของเครื่องยนต์และเครื่องบินรบของญี่ปุ่นถูกผลิตขึ้นที่นี่ นอกจากนี้ นาโงยะยังเป็นแหล่งผลิตเครื่องมือและอุปกรณ์ที่สำคัญ อาทิ อุปกรณ์รองลื่น อุปกรณ์ทางรางรถไฟ โลหะอัลลอย รถถัง รถยนต์ และอาหารแปรรูป ตลอดช่วงเวลาของสงครามโลก

jumboslot

การทิ้งระเบิดทางอากาศของสหรัฐอเมริกาเริ่มขึ้นในวันที่ 18 เมษายน 1942 โดยมีเป้าหมายที่โรงงานผลิตอากาศยานมิตซูบิชิ คลังน้ำมันมัตสึฮิเงโจ ค่ายทหารปราสาทนาโงยะ และ โรงงานยุทธภัณฑ์ บางครั้งก็ใช้ระเบิดเพลิงในการโจมตี การทิ้งระเบิดดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนถึงฤดูใบไม้ผลิในปี 1945 ในปฏิบัติการทิ้งระเบิดทางอากาศนี้ คำสั่งทิ้งระเบิดที่ 21ได้ใช้ระเบิดเพลิงไปกว่า 3,162 ตันซึ่งทำลายสถิติของกองทัพอากาศสหรัฐ คำสั่งนี้ได้ทำลายเป้าหมายไปได้กว่า 23 แห่งและทำให้พื้นที่ 1 ใน 4 ของเมืองเกิดเพลิงไหม้เสียหาย ปราสาทนาโงยะก็ถูกทำลายลงไปด้วยในวันที่ 14 พฤษภาคม 1945 ซึ่งได้มีการสร้างขึ้นใหม่จนแล้วเสร็จในปี 1959ชื่อของเมืองนั้น เดิมถูกเขียนเป็นตัวคันจิในรูป 那古野 หรือ 名護屋 (ทั้งสองอ่านว่า นาโงยะ) ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่ามาจากคำว่า นาโงยากะ (なごやか) ที่แปลว่า “สงบสุข” ในขณะที่คำว่าชูเกียว (中京, ชู (กลาง) + เกียว (นครหลวง)) ก็มีความหมายถึงนาโงยะเช่นกัน ตัวอย่างที่ใช้ชื่อชูเกียว อาทิ เขตมหานครรชูเกียว เขตอุตสาหกรรมชูเกียว บริษัทกระจายภาพชูเกียว มหาวิทยาลัยชูเกียว เป็นต้น ปราสาทนาโงยะถูกสร้างขึ้นให้ตระกูลโอวาริ วงศ์สาขาของตระกูลโทกูงาวะ ใช้เป็นศูนย์กลางปกครองพื้นที่แถบนี้ โอดะ โนบูนางะ และบรรดาผู้ใต้การปกครองคือ โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ กับ โทกูงาวะ อิเอยาซุ นั้นต่างเป็นขุนพลที่มีอำนาจบารมีจากการรวบรวมแผ่นดินญี่ปุ่นเป็นปึกแผ่นและพวกเขามีฐานที่มั่นอยู่ในพื้นที่นาโงยะ ต่อมา ภายหลังจากที่อิเอยาซุได้ปราบดาตนเองขึ้นเป็นโชกุนและสถาปนารัฐบาลเอโดะ ในปี 1610 อิเอยาซุได้ย้ายฐานที่มั่นไปที่บริเวณแคว้นโอวาริ (จังหวัดไอจิในปัจจุบัน) ซึ่งห่างจากเมืองคิโยซุราวเจ็ดกิโลเมตร เพื่อเหตุผลทางยุทธศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันคือเมืองนาโงยะ ในยุคนี้ ได้มีการก่อสร้างปราสาทนาโงยะขึ้น ซึ่งวัสดุต่างๆนำมาจากปราสาทคิโยซุ ซึ่งในระหว่างการก่อสร้างนี้ พื้นที่บริเวณรอบเมืองคิโยซุเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรกว่า 60,000 คน ซึ่งภายหลังพวกเขาเหล่านี้ก็ได้ย้ายมาอยู่บริเวณรอบปราสาทนาโงยะที่สร้างขึ้นใหม่ ในช่วงเวลาเดียวกัน บริเวณใกล้กับศาลเจ้าอัตสึตะก็ถูกกำหนดให้เป็นจุดแวะพักที่เรียกว่า มิยะ (ศาล) บนถนนสายโทไกโดซึ่งเชื่อมระหว่างนครหลวงเกียวโตกับนครเอโดะ (โตเกียวในปัจจุบัน) เส้นทางสัญจรนี้ทำให้เกิดชุมชนขึ้นรอบศาลเจ้า
นาโงยะกลายเป็นศูนย์กลางทางอุตสาหกรรมของภูมิภาค มีชุมชนเศรษฐกิจใหม่เกิดขึ้นมากมาย อาทิ แหล่งเครื่องปั้นดินเผาโทโกนาเมะ ทาจิมิ และเซโตะ ตลอดจนโอกาซากิที่เป็นแหล่งผลิตดินปืนภายใต้การกำกับของรัฐบาลเอโดะ อุตสาหกรรมประเภทอื่นๆก็อาทิ การทอฝ้าย และตุ๊กตายนต์ที่เรียกว่า คามากูรินิงเงียว
ในสงครามแปซิฟิก นาโงยะเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ที่กองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิด เนื่องจากนาโงยะเป็นหนึ่งในสามศูนย์กลางผลิตอากาศยานที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นในเวลานั้น ประชากรของนาโงยะในช่วงนี้ประมาณการอยู่ที่ราว 1.5 ล้านคน และ 25% ของประชากรเป็นคนงานสายอาชีพผลิตอากาศยาน ราว 40-50% ของเครื่องยนต์และเครื่องบินรบของญี่ปุ่นถูกผลิตขึ้นที่นี่ นอกจากนี้ นาโงยะยังเป็นแหล่งผลิตเครื่องมือและอุปกรณ์ที่สำคัญ อาทิ อุปกรณ์รองลื่น อุปกรณ์ทางรางรถไฟ โลหะอัลลอย รถถัง รถยนต์ และอาหารแปรรูป ตลอดช่วงเวลาของสงครามโลก การทิ้งระเบิดทางอากาศของสหรัฐอเมริกาเริ่มขึ้นในวันที่ 18 เมษายน 1942 โดยมีเป้าหมายที่โรงงานผลิตอากาศยานมิตซูบิชิ คลังน้ำมันมัตสึฮิเงโจ ค่ายทหารปราสาทนาโงยะ และ โรงงานยุทธภัณฑ์ บางครั้งก็ใช้ระเบิดเพลิงในการโจมตี การทิ้งระเบิดดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนถึงฤดูใบไม้ผลิในปี 1945 ในปฏิบัติการทิ้งระเบิดทางอากาศนี้ คำสั่งทิ้งระเบิดที่ 21ได้ใช้ระเบิดเพลิงไปกว่า 3,162 ตันซึ่งทำลายสถิติของกองทัพอากาศสหรัฐ คำสั่งนี้ได้ทำลายเป้าหมายไปได้กว่า 23 แห่งและทำให้พื้นที่ 1 ใน 4 ของเมืองเกิดเพลิงไหม้เสียหาย ปราสาทนาโงยะก็ถูกทำลายลงไปด้วยในวันที่ 14 พฤษภาคม 1945 ซึ่งได้มีการสร้างขึ้นใหม่จนแล้วเสร็จในปี 1959
[NPC5]